แปลและเรียบเรียง
ภก. มัลลิกา พงษ์สถิตย์
Sarah Myers ผู้ช่วยศาสตราจารย์ทางการแพทย์
และผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังที่ Duke University Medical Center,
Durham, N.C. ได้กล่าวว่า อากาศที่แห้ง และลมแรงจะดูดซับ
เอาความชื้นจากผิวของคุณไป
เป็นสาเหตุให้ผิวแห้ง แตก และเกิดการระคายเคืองได้ แม้แต่อยู่ในบ้าน
ผิวของคุณจะส่งความร้อนออกมาชดเชย แต่ขณะเดียวกันกำแพงกั้นตามธรรมชาติ
ซึ่งคอยปกป้องให้
ผิวคุณคงความอ่อนนุ่มก็จะเสียไป ในรายที่ผิวแห้งมาก
จะมีลักษณะแตกและลอกเป็นแผ่น ริมฝีปาก
แห้งแตก และหยาบเป็นริ้วรอย
เมื่อไม่นานมานี้มีการศึกษาถึงผลของผิวหนังต่อการสัมผัสกับสภาวะแวดล้อมที่มีความชื้นต่ำ
แม้ภายในระยะเวลาอันสั้นก็ตาม พบว่าผิวหนังจะสูญเสียความยืดหยุ่นและอาจเกิดริ้วรอยบางๆขึ้นได้
ผิวแห้งเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงการขาดน้ำ ไม่ใช่ขาดน้ำมัน สารเพิ่มความชุ่มชื้นที่ดี
อาจไม่ต้องเพิ่ม
อะไร ให้กับผิวของคุณเลย แต่ควรรักษาน้ำในผิวหนังให้คงอยู่ได้
เมื่อมีอายุมากขึ้น ชั้นไขมันภายในชั้น
หนังกำพร้าจะทำหน้าที่จับความชุ่มชื้นได้ลดลง
จึงเป็นสาเหตุทำให้เกิดริ้วรอยตามมา
ความลับในการทำให้ผิวดูอ่อนนุ่มคือ ต้องพยายามหาสิ่งปกป้องภายนอก (ผิวหนังที่แห้ง
อาจเกิด
จากภาวะของต่อมไทรอยด์ที่ผิดปกติ หรือโรคเบาหวานได้ หากพบปัญหาผิวหนังแห้งขั้นรุนแรงและ
ถาวร
ควรไปพบแพทย์ เพื่อทำการรักษาอย่างถูกต้อง)
สมัยอียิปต์โบราณ ฟาโรห์ใช้ ว่านหางจระเข้ ในการช่วยสมานและผิวหนังที่ถูกเผาไหม้หรือ
อักเสบ
เพื่อให้เกิดผลอย่างรวดเร็ว นักวิทยาศาสตร์ที่คณะผิวหนังวิทยาแห่งมหาวิทยาลัย
Northwestern University, Chicago ค้นพบว่า ว่านหางจระเข้ มีประสิทธิภาพในการรักษา
ผิวหนังที่แห้งของคนงานในโรงงาน
ซึ่งได้รับบาดแผลบริเวณผิวหนังชั้นบน ประสิทธิภาพของว่าน
หางจระเข้ที่มีต่อผิวหนัง
อาจเนื่องมาจากมีปริมาณความเข้มข้นของวิตามินอี และไขมันจำเป็นสูง มี
การรายงานการศึกษาชิ้นหนึ่งกล่าวว่า
คนไข้ที่ได้รับการกรอหน้า โดยขัดผิวหนังชั้นบนสุดออกไป เมื่อ
ใช้ว่านหางจระเข้
สามารถสมานแผลได้ภายใน 72 ชั่วโมง
สารหล่อลื่นจะช่วยจับความชุ่มชื้นในผิวหนัง โดยสร้างฟิล์มหรือกำแพงห่อหุ้มเอาไว้
ดังนั้นน้ำจึง
ยังคงอยู่ ครีม โลชั่น และสารเพิ่มความชุ่มชื่น โดยทั่วไปจะมีแอปปริคอต
เดอเนล น้ำมันเมล็ดดอกทาน
ตะวัน น้ำมันเมล็ดองุ่นซึ่งทำงานโดยห่อหุ้มความชุ่มชื้นเอาไว้
Janice
Cox นักแต่งหนังสือNatural Beauty at Home แนะนำว่า สารให้ความชุ่มชื้น
ที่มีเลซิติน ซึ่งเป็นอิมัลติฟายเออร์ตามธรรมชาติ จะช่วยทำให้น้ำและน้ำมันสามารถเข้ากันได้ สำหรับ
การรักษาเฉพาะที่ เช่นที่มือ ซึ่งอาจแห้ง แตก ถึงขั้นเลือดออก ก็สามารถใช้วิตามินเอและวิตามินอี
ช่วย
ทำให้เกิดความชุ่มชื้นได้
ถ้าหากคุณมีปริมาณกรดไขมันจำเป็นในร่างกายต่ำ
(EPAs) คุณอาจต้องเจอกับสภาพผิวหนังที่
แห้งเป็นสะเก็ดได้ คุณสามารถรับกรดไขมันจำเป็นได้จากอาหารที่รับประทาน
หรือจากผลิตภัณฑ์
เสริมอาหาร
กรดไขมันจำเป็นจะช่วยลดอัตราการสูญเสียน้ำจากเซลล์ผิวหนัง โดยการคงสภาพความ
สมบูรณ์ของผิวหนังเอาไว้
Flaxseed oil มีปริมาณของกรดไขมันจำเป็นจำนวนมาก
รับประทานวันละ 1000-2000
มิลลิกรัม สามารถช่วยให้ผิวของคุณมีสุขภาพดีได้
Evening Primrose oil (EPO) ช่วยลดการระคายเคืองของผิวหนัง หรือลดการอักเสบ
ของผิวหนัง หากคุณรับประทานในปริมาณครั้งละ 1,000 มิลลิกรัม
วันละ 3 ครั้ง
Fish oil มีปริมาณของ EFAs
สูงมาก การรับประทานน้ำมันปลาสัปดาห์ละ 2 ครั้ง
ไขมันที่พบ
ในปลาแซลมอน ปลาแฮริ่ง และปลาชนิดอื่นๆ ที่อาศัยอยู่ในบริเวณน้ำเย็น
ล้วนมีปริมาณของกรดไขมัน
โอเมก้าสูงทั้งสิ้น
การได้รับวิตามินเอ ในปริมาณ 25,000
IU ต่อวัน รวมถึงวิตามินบี และวิตามินอี ในปริมาณที่
เหมาะสม สามารถช่วยในเรื่องของผิวแห้งได้ และการขาดวิตามินอีจะทำให้โครงร่างของคอลลาเจน
ไม่แข็งแรง
ซึ่งคอลลาเจนเป็นตัวช่วยให้ผิวดูอ่อนนุ่มและเต่งตึง และควรรับประทานวิตามินอีให้ได้
ประมาณ
250-400 IUต่อวัน
|