ภญ. นุชจรียา ภู่ทับทิม 

การป้องกันภาวะกระดูกพรุนในผู้หญิงวัยทอง

คุณผู้หญิงสมัยนี้เริ่มตื่นตัวหันมาใส่ใจสุขภาพกันมากขึ้น เพราะในชีวิตประจำวันต้องเผชิญกับมลภาวะ และปัจจัยเสี่ยงต่างๆทั้งทางร่างกายและสิ่งแวดล้อมรอบด้าน การได้รับสารอาหารที่เพียงพอและถูกหลักทางโภชนาการ รวมทั้งการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ก็ยังเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้คุณคงคุณภาพชีวิตที่ดีไว้ ปัจจุบันการรับประทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพื่อบำรุงสุขภาพ ร่างกายโดยรวม หรือเน้นเฉพาะด้าน เช่น รับประทานเพื่อบำรุงผิวพรรณ ควบคุมน้ำหนัก บำรุงสมองเสริมสร้างความจำ หรือเพื่อทดแทนวิตามินและแร่ธาตุที่ร่างกายขาด เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่กำลังได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก

ผู้หญิงเราเมื่ออายุมากขึ้น ก็ย่อมมีปัจจัยเสี่ยงในการเกิดภาวะต่างๆเพิ่มมากขึ้น ยิ่งถ้าเริ่มเข้าสู่ วัยทองหรือวัยหมดประจำเดือนด้วยแล้ว ระดับฮอร์โมนเพศจะเริ่มลดลงจนกระทั่งเกิดความไม่ สมดุล นำไปสู่อาการที่เราเรียกว่า “ อาการวัยทอง ” ซึ่งหลายคนคงพอจะทราบกันดีอยู่แล้ว ว่าคืออาการร้อนวูบวาบ หงุดหงิดง่าย โกรธง่าย นอนไม่ค่อยหลับ พฤติกรรมและอารมณ์เปลี่ยนแปลง อาการดังกล่าวเป็นผลระยะสั้นที่เกิดจากการขาดฮอร์โมน estrogen ส่วนผลระยะยาวที่ตามมา พบว่าจะมีอัตราเสี่ยงในการเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือดเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม การเกิดภาวะนี้ไม่ได้เกิดกับทุกคน แต่มักเกิดกับผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงเช่น ผู้ที่มีระดับไขมันในเลือดสูง ความดันโลหิตสูง สูบบุหรี่เป็นประจำ ผู้ที่มีรูปร่างอ้วน และขาดการออกกำลังกาย นอกจากนี้ยังนำไปสู่ภาวะกระดูกพรุน (Osteoporosis) อีกด้วย เราสามารถป้องกันการเกิดภาวะกระดูกพรุนได้ตั้งแต่เนิ่นๆ โดยรับประทานแคลเซียมเสริมเข้าไป เพราะเมื่อคนเราอายุมากขึ้นปริมาณแคลเซียมในกระดูกจะลดต่ำลง โดย 99 % ของแคลเซียมในร่างกายจำเป็นต้องใช้ในการเสริมสร้างกระดูกและฟัน ส่วนอีก 1 % ที่เหลือ เกี่ยวข้องกับการหดตัวของกล้ามเนื้อ (รวมถึงกล้ามเนื้อหัวใจด้วย) การส่งผ่านกระแสประสาท และการเกิดปฏิกิริยาทางเคมีต่างๆในร่างกาย สิ่งที่ต้องคำนึงถึงในการรับประทานแคลเซียมก็คือในเรื่องของการดูดซึม แม้เราจะทราบกันดีอยู่แล้วว่าในอาหารต่างๆที่เรารับประทาน เช่น ผลิตภัณฑ์นม อันได้แก่ นม โยเกิร์ต และชีส จะมีแคลเซียมในปริมาณสูงก็ตาม แต่ในแง่ของการดูดซึม พบว่า ร่างกายสามารถดูดซึมแคลเซียมได้จากผลิตภัณฑ์ดังกล่าวได้เพียง 26.7 %, 25.4%, และ 22.9 % ตามลำดับ นอกจากนี้การดูดซึมแคลเซียมยังต้องอาศัยสภาวะความเป็นกรดร่วมด้วย เพราะฉะนั้น การรับประทานแคลเซียมเพื่อให้ได้รับประสิทธิภาพสูงสุด ควรรับประทานหลังอาหารเนื่องจากกระเพาะอาหารจะเริ่มมีการหลั่งกรดไฮโดรคลอริค (Hydrochloric acid, HCl) ออกมา เพื่อย่อยโมเลกุลอาหารและยังช่วยให้แคลเซียมแตกตัว ทำให้มีการดูดซึมแคลเซียมได้ดียิ่งขึ้น ที่สำคัญ ควรแบ่งรับประทาน เนื่องจากร่างกายสามารถดูดซึมแคลเซียมได้ในปริมาณจำกัดจากการ รับประทานเพียงครั้งเดียว นอกจากนี้รูปแบบของแคลเซียมที่ต่างกัน ยังต่างกันในแง่ของการละลาย ซึ่งส่งผลต่อการดูดซึมแคลเซียมด้วย แคลเซียมที่พบในท้องตลาดส่วนใหญ่จะอยู่ในรูป แคลเซียมคาร์บอเนต (Calcium carbonate), แคลเซียมซิเตรท (Calcium citrate), และแคลเซียม ซิเตรท มาเลท (Calcium citrate malate) โดยแคลเซียมรูปแบบที่ร่างกายดูดซึมได้ดีที่สุดได้แก่ แคลเซียม ซิเตรท มาเลท (Calcium citrate malate) ดูดซึมได้สูงถึง 42% ส่วนปริมาณแคลเซียมที่แนะนำให้ รับประทานต่อวันเท่ากับ 800 มิลลิกรัม การได้รับแคลเซียมในปริมาณที่มากเกินไปอาจทำให้เกิดอาการท้องผูกได้ ดังนั้นหลังรับประทานแคลเซียมควรดื่มน้ำตามมากๆ

การเลือกใช้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารต้องพิจารณาให้รอบคอบก่อนตัดสินใจซื้อ ทั้งในด้าน คุณภาพของสินค้า มาตรฐานการผลิตซึ่งต้องได้รับการยอมรับและมีความน่าเชื่อถือ คุณประโยชน์ ที่จะได้รับ ตลอดจนขนาดและ วิธีรับประทานเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด และอาการอันไม่ พึงประสงค์อันอาจเกิดจากการใช้ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวด้วย


References: Lyn, N. D. Comparative absorption of calcium sources and calcium citrate malate for the prevention of osteoporosis. Altern.Med.Rev. 1999; 4(2): 74-85.

 

 

IBHs Institute of Beauty and health Sciences
สนับสนุนข้อมูลโดย สถาบันวิจัยศาสตร์ ด้านความงามและสุขภาพ
IBHs Institute of Beauty and health Sciences


Copyright © All rights Reserved. This site powered by livewellguide.com web portal team
Contact : Webmaster

 

Thailand 's premier Health & Natural Remedies Newspaper