|

เมื่อไม่นานมานี้ กระผมได้ไปตรวจสุขภาพร่างกายประจำปี
ที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่ง จึงได้ปรึกษาหารือกับคุณหมอว่า ขณะนี้คนไทยเป็นโรคอะไรกันมาก
ผมจะได้ค้นหาข้อมูลมาให้ท่านผู้อ่าน Live Well Guide ได้อ่านกัน
คุณหมอบอกว่า มีโรคเบาหวาน โรคหัวใจ และโรคเอดส์ แต่ว่าโรคเบาหวานยังมีการประชาสัมพันธ์ให้รับรู้น้อยกว่าอีก
โรคที่กล่าวมาข้างต้น จึงเป็นสิ่งที่น่าเป็นห่วงสำหรับคนไทยที่ส่วนใหญ่จะไม่ค่อยทราบถึงสาเหตุและวิธีลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคนี้
เนื่องจากผู้ป่วยโรคเบาหานจะมีความเสี่ยงสูงที่จะป่วยเป็นโรคแทรกซ้อนหลายโรค
เช่น โรคไต โรค-หัวใจ รวมไปถึงปัญหาของตาและระบบประสาทได้ในอนาคต
โรคเบาหวานที่พบกันมากมีชื่อเต็มๆ เป็นภาษาอังกฤษ ว่า Diabetes Mellitus
ซึ่งเป็นคำลาติน และมีรากศัพท์มา จากภาษากรีซ แปลว่าน้ำพุแห่งน้ำผึ้ง
ร่างกายของผู้ป่วยเป็นโรคเบาหวาน จะไม่สามารถควบคุมปริมาณของกลูโคสในเลือดให้อยู่ในระดับปกติได้
จึงทำให้ระดับกลูโคสในเลือดสูง โดยปกติแล้วไตของมนุษย์จะทำหน้าที่ป้องกันไม่ให้กลูโคสผ่านเข้าไปสู่กระเพาะปัสสาวะ
แต่เนื่องจากกลูโคสมีปริมาณ สูง ไตจึงไม่สามารถกรองไว้ได้หมด ปัสสาวะจึงมีรสหวานและเป็นที่มาของชื่อ
Diabetes Mellitus นี้
โรคเบาหวานแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทหลัก คือโรคเบาหวานที่ต้องพึ่งอินซูลิน
(Insulin-Dependent Diabetes Mellitus-IDDM) หรือ ที่เรียกสั้นๆ ว่า
โรคเบาหวานประเภทหนึ่ง (Type 1) และโรคเบาหวานที่ไม่ต้องพึ่งอินซูลิน
(Non-Insulin-Dependent Diabetes Mellitus - NIDDM) หรือโรคเบาหวานประเภทสอง
(Type 2)
ในผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวานประเภทหนึ่งนั้น เซลล์ใน เนื้อเยื่อตับอ่อน
(Pancreas) ที่มีชื่อว่า อิสเล็ตออฟ แลง เกอร์ฮานส์ (Islets Of Lingerhans)
ไม่สามารถผลิตสารอินซูลิน (Insulin) ซึ่งทำหน้าที่ควบคุมปริมาณน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในระดับปกติได้
ผู้ป่วยจึงต้องพึ่งการรักษาโดยการ ฉีดสารอินซูลินเข้าไปในร่างกาย และต้องอยู่ในการดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด
ความบกพร่องของตับอ่อนนี้อาจจะเกิดจากการติดเชื้อ ไวรัสหรือเกิดจากภูมิคุ้มกันของร่างกายผลิตสารแอนตี้บอดี้ส์
(Antibodies) มาทำลายเซลล์ของตับอ่อน ซึ่งในกรณีที่สองนี้มีโอกาสสูงที่จะเกิดในเด็กที่แพ้นม
เมื่อเด็กมีอาการแพ้นม ร่างกาย ของเด็กจะผลิตสารแอนตี้บอดี้ส์ดังกล่าว
มาทำลายโปรตีนของนมชนิดหนึ่งซึ่งมีโครงสร้างใกล้เคียงกับโปรตีนในตับอ่อน
โดยมากผู้ป่วยโรคเบาหวานประเภทหนึ่งนั้น จะเป็นโรคนี้ตั้งแต่เยาว์วัย
บางครั้งจึงมีการเรียกโรคเบาหวานชนิดนี้ว่า Childhood-Onset Diabetes
ในผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวานประเภทสองนั้น เซลล์ในเนื้อเยื่อตับอ่อนสามารถผลิตสารอินซูลินได้
แต่ก็ไม่เพียงพอต่อการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในระดับปกติ
และโดยมากอวัยวะที่ทำการเก็บออมน้ำตาลกลูโคสส่วนเกิน เช่น ตับ กล้ามเนื้อ
รวมไปถึงเซลล์ไขมันของผู้ป่วยจะไม่สนองตอบต่อสารอินซูลินที่ผลิตออกมาในระดับปกติ
กลูโคสส่วนเกินในกระแสเลือดจึงไม่สามารถผ่านเข้าไปในอวัยวะดังกล่าว
ได้ โรคเบาหวานประเภทสองนี้ส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นกับผู้สูงอายุ ตั้งแต่
40 ปีขึ้นไป และผู้ที่มีสมาชิกครอบครัวที่มีประวัติของการเป็นโรคเบาหวาน
ผู้ที่สูบบุหรี่ รวมทั้งผู้ที่เป็นโรคอ้วน จะมีความเสี่ยงสูงกว่าคนทั่วไป
อาการของโรคเบาหวานที่สามารถสังเกตได้ง่ายๆ มีดังต่อไปนี้
-
เข้าห้องน้ำบ่อย เนื่องจากระดับกลูโคสในเลือดสูง
จึงทำให้ระบบขับถ่ายของร่างกายขับปัสสาวะออกทางไต
-
คอแห้งและกระหายน้ำ เนื่องจากมีการขับปัสสาวะมาก
จึงทำให้มีความต้องการดื่มน้ำมาก
-
ผอมลงอย่างผิดสังเกต เนื่องจากไขมันในร่างกายถูกนำมาเป็นแหล่งพลังงานทดแทนไกลโคเจน
(Glycogen) ในตับและกล้ามเนื้อซึ่งผู้ป่วยโรคเบาหวานไม่สามารถสะสมได้
-
อาการตาพร่ามัว เนื่องจากระดับกลูโคสในเลือดสูง
จึงทำให้เลนส์ตาเปลี่ยนรูปและจุดโฟกัสของเลนส์เลื่อนไป
ผู้ที่อยู่ในกลุ่มความเสี่ยงต่อโรคเบาหวาน และสังเกตว่าตัวเองมีอาการดังที่กล่าวไว้
ควรจะเข้าพบแพทย์เพื่อตรวจสุขภาพอย่างเร่งด่วน เพราะถ้าปล่อยทิ้งไว้
อาจจะมีโรคแทรกซ้อนตามมา และทำให้การรักษามีความลำบากซับซ้อนมากขึ้น
ปัจจุบัน โรคเบาหวานนั้นไม่มีวัคซีนป้องกันได้ 100 % แต่ทุกคนสามารถลดความเสี่ยงของตนเองได้ด้วยการทำความเข้าใจถึงสาเหตุของโรค
การมีโภชนาการที่ดี และการมีวิถีชีวิตเพื่อสุขภาพที่สมบูรณ์แข็งแรง
เช่น การออกกำลังกายเป็นกิจวัตร หมั่นดูแลสุขภาพตัวเองด้วยการไปตรวจร่างกายประจำปี
การทำจิตใจให้สบาย ไม่เครียด เพราะความเครียด จะทำให้ระบบต่างๆ ของร่างกายทำงานผิดปกติ
ถ้าคุณได้ถูกวินิจฉัยว่าเป็นโรคเบาหวาน โดยเฉพาะโรคเบาหวานที่ไม่ต้องพึ่งสารอินซูลิน
หรือโรคเบาหวานประเภทสองนั้น คุณสบายใจได้ว่า การเปลี่ยนการโภชนาการและวิถีชีวิต
ให้เน้นสุขภาพมากยิ่งขึ้น (Dietary And Lifestyle Changes) สามารถทำให้คุณรักษาระดับ
กลูโคสในกระแสเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ปกติหรือเกือบปกติได้โดยไม่ยาก

ได้มีการวิจัยโดยนักโภชนาการ พบว่าใยอาหาร (Fiber) เนื้อปลา (Fish)
และการรับประทานผักให้มากและลดสัดส่วนของโปรตีนที่บริโภค จะทำให้ระดับของกลูโคสในเลือดอยู่ในเกณฑ์ปกติได้
อาหารที่ผ่านการแปรรูปน้อย (Wholefood) เช่น ข้าวกล้อง ผักผลไม้สด
พืชที่เป็นฝัก เช่น ถั่วจะมีใยอาหารและน้ำตาลน้อยกว่า ข้าวขัดสี ขนมหวาน
และน้ำผลไม้ ใยอาหารที่มาจากเปลือกเม็ดแมงลัก (Psyllium) ข้าวโอ๊ต
(Oat Bran) หรือ หัวบุก (Glucomannan) ก็สามารถเสริมใยอาหารที่เราได้จากอาหารหลักได้ดี
เนื้อปลาเป็นโปรตีนที่ย่อยง่ายและมีกรดไขมันจำเป็นในกลุ่มโอเมก้า
3 ซึ่งมีการวิจัยพบกรดไขมันจำเป็นกลุ่มนี้ช่วยเพิ่มการสนองตอบของอวัยวะ
เช่น ตับ และกล้ามเนื้อต่อสารอินซูลิน (Increase Glucose Tolerance
Level) จึงเป็นแหล่งโปรตีนที่ดีสำหรับโภชนาการที่ต้องการลดสัดส่วน
ของโปรตีน (Low-Protein Diet) เนื่องจากว่าการบริโภคโปรตีนในปริมาณสูง
จะทำให้ไตเสื่อมสภาพในผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน
บริวเวอร์ยีสต์ (Brewer,s Yeast) ทั้งชนิดเม็ดและชนิดผงเป็นแหล่งอาหารธรรมชาติที่ดี
สำหรับวิตามินบีรวม (B-Complex Vitamins) และสารโครเมียม (Chromium)
ซึ่งได้รับการยืนยันจากงานวิจัยทางการแพทย์หลายชิ้นว่ามีประโยชน์ต่อการเพิ่มการสนองตอบของอวัยวะ
เช่น ตับ และกล้ามเนื้อต่อสารอินซูลิน (Increase Glucose Tolerance
Level) ในการวิจัยเหล่านี้ ปริมาณสารโครเมียมที่ใช้จะอยู่ที่ 200 ไมโครกรัม
ต่อวัน ในรูปเกลือ โครเมียม พิโคลิเนท (Chromium Picolinate) ส่วนสมุนไพรภูมิปัญญาไทยที่พบว่าสามารถช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดก็มีมะระขี้นกและใบชะพลู
ซึ่งเราสามารถนำมาปรุงอาหารไทย เช่น น้ำพริกได้ ทั้งอร่อยและมีสรรพคุณเป็นยาด้วย
ส่วนสมุนไพรจีนก็มีการค้นพบสารพาแนกซานส์ (Panaxans) ในโสม ที่สามารถช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ดี
ผู้ป่วยเป็นโรคเบาหวานประเภทสองนั้นส่วนใหญ่จะเป็นโรคอ้วน ความอ้วนไม่ได้ทำให้ตับอ่อนผลิตสารอินซูลินได้น้อยลง
แต่จะทำให้การสนองตอบของอวัยวะ เช่น ตับ และกล้ามเนื้อต่อสารอินซูลินนั้นถดถอยลง
การเปลี่ยนวิถีชีวิตให้เน้นสุขภาพโดยการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ จะทำให้น้ำหนัก
และสัดส่วนไขมันในร่างกายลดลง และเพิ่มการสนองตอบของร่างกายต่อสารอินซูลิน
ผู้ป่วยเป็นโรคเบาหวานควรจะออกกำลังกายอย่างค่อยเป็นค่อยไป เพราะการที่โหมออกกำลังกายมาก
จะทำให้เกิดภาวะกลูโคสในเลือดต่ำกว่าปกติ (Hypoglycermia) ซึ่งจะมีอาการเหงื่อออกตามผิวหนัง
หิว และมีอาการหน้ามืดจะเป็นลม การดื่มสุราและสูบบุหรี่ก็จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคแทรกซ้อนต่างๆ
เพราะฉะนั้นการเลิกสารเสพติดและของมึนเมาจะช่วยส่งเสริมให้สุขภาพของผู้ป่วยโรคเบาหวานอยู่ในเกณฑ์ที่ปกติ
และสามารถใช้ชีวิตที่สมบูรณ์ แข็งแรงได้
อ่านถึงช่วงนี้ กระผมหวังว่าท่านผู้อ่านคงมีความเข้าใจเกี่ยวกับโรคเบาหวานมากขึ้น
และได้รับรู้แนวทางปฏิบัติต่างๆ ที่จะลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคนี้ได้ดีพอสมควร
ส่วนท่านผู้อ่านที่เป็นโรคเบาหวานแล้ว ท่านควรจะอยู่ในความดูแลอย่างใกล้ชิดของแพทย์
และปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด ไม่ควรละเลย เพราะถึงแม้ว่าโรคเบาหวานเป็นโรคที่ควบคุมได้ไม่ยาก
แต่ความเสี่ยงที่จะเป็นโรคแทรกซ้อนก็มีอยู่เหมือนกันถ้าไม่ระวัง
|