|
การเล่นกีฬาและการออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ ในสมัยนี้ต่างจากสมัยก่อนมาก
ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของกฎกติกามารยาท เครื่องไม้เครื่องมือ รวมถึงอาหารการกินจะสังเกตุเห็นว่า
ในสมัยนี้เพื่อให้ได้มาซึ่งเหรียญทอง นักกีฬาบางส่วนยอมใช้สารหรือยากระตุ้นบางชนิด
(Anabolic Steroids) ทั้งๆ ที่ทราบดีว่ามีผลเสียในระยะยาวและผิดกฎกติกาสากล
ซึ่งก็ทำให้นักกีฬาจำนวนไม่น้อยต้องเสียอนาคตด้านการกีฬาไปอย่างน่าเสียดาย
แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าไม่สามารถใช้สารอะไรได้เลย
โดยพื้นฐานแล้วสิ่งที่นักกีฬาเกือบทุกประเภทจะต้องคำนึงถึง มีอยู่
2 ส่วน ความแข็งแกร่งของร่างกายและแหล่งของพลังงานหรืออีกนัยหนึ่งก็คือต้องสร้างกล้ามเนื้อให้แข็งแรง
และต้องได้รับสารอาหารที่ให้พลังงานอย่างเพียงพอกับการออกกำลังกาย
กล้ามเนื้อสามารถสร้างได้จากการบริโภคอาหารที่มีโปรตีนและกรดอะมิโนสูง
เช่น เนื้อสัตว์ ไข่ ปลา พืชตระกูลถั่ว นม ฯลฯ อาหารประเภทแป้ง น้ำตาล
ไขมัน จะช่วยให้พลังงานแก่ร่างกาย ปัจจุบันได้มีการนำเอากรดอะมิโนและโปรตีนชนิดสำเร็จรูปเช่น
ชนิดเม็ด แคปซูล และผง มาใช้เพื่อเสริมสร้างกล้ามเนื้อ ในส่วนของสารที่ให้พลังงานได้แก่
น้ำตาลกลูโคส Creatine Monohydrate1,2, Whey Protein ฯลฯ
ครีเอทีน อาจเป็นสารที่ยังไม่เป็นที่รู้จักกันมากนักในประเทศไทย แต่ในต่างประเทศมีการใช้ในนักกีฬามานมนานแล้ว
ครีเอทีนเป็นสารธรรมชาติที่พบได้ในอวัยวะต่างๆ ของร่างกายรวมไปถึงกล้ามเนื้อด้วย
เมื่อรับประทานเข้าไปในร่างกาย ครีเอทีนจะไปจับกับ phosphate จะได้เป็น
Phosphocreatine3 ซึ่งเป็นแหล่งที่ให้พลังงานสูง (high-energy phosphate)
แก่กล้ามเนื้อในช่วงที่มีการหดตัวของกล้ามเนื้อ (anaerobic phase of
muscle contraction) นอกจากให้พลังงานแล้ว พบว่า ครีเอทีนยังช่วยให้การสร้างกล้ามเนื้อเป็นไปอย่างสมบูรณ์อีกด้วย
ขนาดรับประทานจะขึ้นอยู่กับกีฬาแต่ละชนิดโดยปกติและจะแนะนำให้ทานวันละ
10-20 กรัมต่อวันโดยแบ่งทานวันละ 4 ครั้ง ในสัปดาห์แรก (Loading Phase)4
และสัปดาห์ต่อไปให้ลดเหลือ 5 กรัมต่อวัน (Maintenance Phase) การใช้ครีเอทีนควบคู่กับน้ำตาลจะทำให้ผลที่ได้ดีกว่าปกติ
ควรจะลดหรืองดอาหารที่มีคาเฟอีนเป็นส่วนประกอบระหว่างที่ใช้ครีเอทีนเนื่องจากอาจทำให้ประสิทธิภาพของครีเอทีนน้อยลง5
ทั้งนี้การใช้ขนาดที่สูงกว่านี้อาจเป็นอันตรายได้ หากจำเป็นต้องใช้ในปริมาณสูงกว่านี้
ในกีฬาบางชนิดควรอยู่ภายใต้การดูแลของผู้เชี่ยวชาญด้านอาหารเพื่อการศึกษา
หรือแพทย์ ไม่แนะนำให้ใช้ในผู้ป่วยโรคตับและไต
|